พบมหันตภัยยาบ้า ก่อโรคพาร์กินสัน

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 08-01-2015

  ศ.ดร.ปิยะ รัตน์ โกวิทตรพงศ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์   สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิจัยผลกระทบของการเสพสารแอมเฟตามีนหรือยาบ้าในเชิงวิทยาศาสตร์ ทางเคมี พบว่าสารแอมเฟตามีนเป็นตัวทำลายระบบประสาทและเซลล์สมอง ทำให้สูญเสียการเรียนรู้และความจำ การพัฒนาเซลล์สมองผิดปกติ และมีลักษณะแบบเดียวกับเซลล์สมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ผลสรุปคือ ผู้เสพติดยาบ้ามีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยต่อยอดในเรื่องเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ เพื่อเป็นวิธีใหม่ในการป้องกันและบำบัดรักษาผู้ติดยาบ้าในอนาคตศ.ดร.ปิยะ รัตน์กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีสาเหตุเกิดจากระบบประสาทที่เรียกว่าโดปามีนถูกทำลาย ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ลำตัวแข็งเกร็งและเดินไม่ได้ ในขณะที่ผู้เสพยาบ้าที่มีสารแอมเฟตามีนเข้าไปในสมองก็จะทำลายระบบประสาทโดปา มีน โดยผู้เสพยาบ้าในช่วงแรกๆ จะมีความรู้สึกสุขสบาย เพราะได้หลั่งสารโดปามีน แต่เมื่อเสพยาบ้ามากๆ สารโดปามีนก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์สมองเหมือนคนป่วยโรคพา ร์กินสัน ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเป็นจำนวน มาก

สทน.ชี้โอกาสไทยเสี่ยงสารกัมมันตรังสี แค่ 0.001%

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 08-01-2015

ทั้งนี้ ผศ.ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่า โอกาสที่สารกัมมันตรังสีจากประเทศญี่ปุ่นจะฟุ้งกระจายมาถึงประเทศไทยนั้น น่าจะมีเพียงแค่ 0.001% เท่านั้น เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ระเบิดได้ถูกดับเครื่องไปแล้ว แตกต่างจากกรณีโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่ครั้งนั้นเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนทำให้สารกัมมันตรังสีลอยไปไกลหลายพันกิโลเมตร ดังนั้น กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นระเบิดจึงไม่กระทบต่อประเทศไทยมาก แต่ควรจะห่วงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศเวียดนามมากกว่า เพราะอยู่ห่างจากจังหวัดมุกดาหารเพียงแค่ 250 กิโลเมตร จึงต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า

สทน.ชี้โอกาสไทยเสี่ยงสารกัมมันตรังสี แค่ 0.001%

สทน.ชี้โอกาสไทยเสี่ยงสารกัมมันตรังสี

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 08-01-2015

เป็นที่หวาดวิตกกันอย่างมาก จากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิด จนทำให้สารกัมมันตรังสี อันได้แก่ ไอโอดีน-131 และ ซีเซียม-137 ฟุ้งกระจายออกมาสู่ภายนอก ร้อนถึงคนเอเชียในหลาย ๆ ประเทศวิ่งวุ่นหาซื้อไอโอดีนมาทานป้องกันพิษ ไอโอดีน-131 เป็นการใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทยเอง ที่หลายคนเริ่มรู้สึกกลัวว่า จะได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตรังสีที่ลอยมาจากแดนอาทิตย์อุทัยด้วยหรือไม่ทั้งนี้ ผศ.ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้ชี้แจงถึงประเด็นนี้ว่า โอกาสที่สารกัมมันตรังสีจากประเทศญี่ปุ่นจะฟุ้งกระจายมาถึงประเทศไทยนั้น น่าจะมีเพียงแค่ 0.001% เท่านั้น เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ระเบิดได้ถูกดับเครื่องไปแล้ว แตกต่างจากกรณีโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลที่ครั้งนั้นเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนทำให้สารกัมมันตรังสีลอยไปไกลหลายพันกิโลเมตร ดังนั้น กรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นระเบิดจึงไม่กระทบต่อประเทศไทยมาก แต่ควรจะห่วงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศเวียดนามมากกว่า เพราะอยู่ห่างจากจังหวัดมุกดาหารเพียงแค่ 250 กิโลเมตร จึงต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า

สทน.ชี้โอกาสไทยเสี่ยงสารกัมมันตรังสี แค่ 0.001%

สาวอังกฤษแพ้น้ำยาบ้วนปาก

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 08-01-2015

ขณะที่ ดร.พาเมล่า อีวาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ กล่าวว่า การแพ้น้ำยาบ้วนปากจนทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงถือเป็นกรณีที่พบเห็นไม่ บ่อยนัก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากการแพ้สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดเชื้อโรค หรือ คลอเฮกซิดีน ที่ผสมในน้ำยาบ้วนปากบางยี่ห้อ ซึ่งหากคลอเฮกซิดีนเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุช่องปาก ก็อาจทำให้คนแพ้สารนี้เกิดอาการช็อกได้ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือเป็นกรณีที่ประหลาดมาก เพราะปกติแล้ว น้ำยาบ้วนปากจะอยู่ในช่องปากช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

น้ำยาบ้วนปาก

คนไทยป่วยวัณโรคดับชั่วโมงละ 1 คน

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 08-01-2015

ด้านนายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นได้ทุกอวัยวะ แต่พบมากที่สุดคือที่ปอด อาการจะเริ่มจากมีไข้ต่ำ ๆ ในช่วงบ่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ไอเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานจะมีอาการไอปนเลือด เชื้อจะอยู่ในเสมหะ สามารถลอยไปในอากาศและติดคนอื่นได้ คนที่เสี่ยงติดเชื้อวัณโรคง่ายมี 3 กลุ่มคือ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง ซึ่งมีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่นผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง ฉะนั้นหากพบเห็นผู้ที่มีอาการดังกล่าว ให้แนะนำหรือพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจเสมหะและเอกซเรย์ปอด เพื่อรับการดูแลรักษาให้หายขาด ไม่แพร่เชื้อสูคนอื่น

วัณโรค

มะเร็งเต้านม

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 22-12-2014

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบผู้หญิงเป็นมะเร็งเต้านมร้อยละ 37 ของมะเร็งทั้งหมด และยังมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปอด ดังนั้นการดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง และการค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรกในขณะที่ก้อนมีขนาดเล็ก และก้อนมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่เต้านม ยังไม่แพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลือง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ จะมีโอกาสหายขาดมากขึ้น เมื่อเทียบกับการตรวจพบก้อน มะเร็งที่มีขนาดใหญ่ หรือกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว โดยหากมีการตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้น มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีถึงร้อยละ 98 ถ้าตรวจเจอ ตอนก้อนมะเร็งกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้แล้ว มีโอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปีร้อยละ 84 และถ้าตรวจเจอ ตอนมะเร็งแพร่กระจายไปแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตเกิน 5 ปี มีเพียงร้อยละ 23 และยังไม่แพร่กระจายจะทำให้มีโอกาศรอดชีวิตสูง ก้อนขนาดเล็กก่อนที่จะรู้เรื่องมะเร็งท่านต้องทราบ

เต้านม

การเจาะเลือดตรวจ Tumor marker

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 22-12-2014

การตรวจเลือดที่นิยมตรวจกันได้แก่

  1. Prostatic specific antigen [PAS] ปกติเราจะพบสารตัวนี้ในเลือดมีระดับต่ำ สารนี้ถูกสร้างโดยเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ สาเหตุที่ทำให้PAS สูงได้แก่ ต่อมลูกหมาโต ต่อมลูกหมากอักเสบ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ดังนั้นการตรวจพบ PAS สูงไม่ได้บอกว่าเป็นมะเร็ง แพทย์จะใช้การตรวจ PAS เพื่อติดตามการรักษา หากหลังการรักษาระดับ PAS ขึ้นอย่างต่อเนื่องแสดงว่ามะเร็งต่อมลูกหมากได้กลับเป็นซ้ำ
  2. Prostatic acid phosphatase (PAP) พบได้สูงในมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และพบได้ในโรคต่อมลูกหมากโต ตับแข็ง กระดูกพรุน
  3. CA 125 พบได้สูงในมะเร็งรังไข่ และมะเร็งมดลูก ปากมดลูก ตับอ่อน ลำไส้ใหญ่ เต้านมและปอด นอกจากนั้นอาจจะพบได้ในโรคที่ไม่ใช่มะเร็งได้แก่ endometrisis เยื่อบุช่องท้องอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ โรคตับและเยื่อหุ้มปอกอักเสบ การตั้งครรภ์ หลังการรักษาระดับCA 125 จะลดลง แต่หากเพิ่มขึ้นแสดงว่ารักษาไม่ได้ผล
  4. Carcinoembryonic antigen CEA จะพบได้เล็กน้อยในคนปกติ สารตัวนี้จะสูงในมะเร็งลำไส้โดยเฉพาะมะเร็งที่ได้แพร่กระจายไปแล้ว นอกจากนั้นยังใช้การเจาะเลือดหาสารตัวนี้เพื่อเฝ้าติดตามว่ามะเร็งกลับเป็นมาใหม่อีกหรือไม่ นอกจากนั้นยังพบสารนี้ในมะเร็งชนิดอื่นเช่น มะเร็งไฝ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นยังว่าว่ามีค่าสูงในภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งได้แก่ ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ การสูบบุหรี่
  5. Alpha-fetoprotein [afp] สารตัวนี้จะพบในทารก ผู้ใหญ่ไม่พบ หากตรวจแล้วมีค่าสูงแสดว่าอาจจะเป็นมะเร็งตับ อัณฑะ รังไข่ ส่วนภาวะอื่นๆที่พบสารนี้สูงได้แก่ ตับแข็ง หรือตับอักเสบ ตั้งครรภ์
  6. Human chorionic gonodotropinm [HCG] ปกติสารนี้จะสร้างจากรก ดังนั้นคนตั้งท้องจะพบว่าสูง มะเร็งที่ทำให้ค่าตัวนี้สูงได้แก่มะเร็ง มดลูก แต่ก็อาจะพบสูงในมะเร็งตับ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ปอด การสูบฝิ่น
  7. CA19-9 สารตัวนี้จะสูงในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน กระเพาะอาหาร และถุงน้ำดี ภาวะอื่นที่ทำให้ค่านี้สูงได้แก่ ตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง นิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ
  8. CA15-3สารนี้เป็นตัวที่ติดตามโรคมะเร็งเต้านมได้ดีที่สุดโดยเฉพาะมะเร็งเต้านมที่แพร่กระจายแล้ว เพราะมะเร็งในระยะเริ่มแรกค่าสารนี้จะไม่สูง
  9. CA27-29 ช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการทำ mamogramมะเร็งเต้านม

โรคปอดบวม ดูแลรักษาอย่างไร

0

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 21-12-2014

    ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมีผู้สูงอายุมากขึ้น และมีผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังมากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการป่วยโรคปอดบวมมากขึ้น ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคปอดบวมในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60-65 ปี โดยเฉลี่ยมีผู้ป่วยประมาณ 100-200 คน ต่อประชากร 1 แสนคน และอัตราการเสียชีวิตจะพบบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัววิธีการดูแลรักษา หากโรคไม่รุนแรงมากนักจะให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านไวรัสในการรักษา แต่สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงอย่าง เจ็บหน้าอก มีหนองในเยื่อหุ้มปอด หรือบางรายมีเชื้อเข้าในกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการช็อก และบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นมีเชื้อขึ้นไปที่สมอง ทำให้เกิดเยื่อหุ้มในสมองอักเสบและเสียชีวิตได้ ซึ่งกลุ่มนี้มักจะพบบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

 

Hello world!

1

Posted by bae51 | Posted in Uncategorized | Posted on 12-12-2014

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!